สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คึออะไร

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิด

คือเซลล์ร่างกายของคุณเอง ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหาย และด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้หลายครั้งในร่างกาย อาทิเช่น เซลล์เนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบต่างๆ ซึ่งในร่างกายของเรา เช่น หัวใจ สมอง ตับ และผิวหนัง เป็นต้น

สเต็มเซลล์ สามารถพบได้ทั้งในกระแสเลือด ในรก ในสายสะดือ ในไขมันและในไขกระดูก ซึ่งเป็นที่ทราบในทางการแพทย์ว่า Stem Cells นั้นมีความสำคัญต่อการสร้างระบบเลือด รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่น่าอัศจรรย์ ยิ่ง

A.สเต็มเซลล์ จากเนื้อเยื่อสายสะดือ จากเยื่อหุ้มรก และจากไขมัน (Mesenchymal Stem cell หรือ MSCS)

สเต็มเซลล์ที่ได้จากเนื้อเยื่อสายสะดือ และจากเยื่อหุ้มรก สามารถใช้ได้กับทุกคนโดยไม่ต้องตรวจความเข้ากันของเนื้อเยื่อ และด้วยคุณสมบัติและประสิทธิภาพของสเต็มเซลล์ชนิดนี้ ช่วยในการลดการอักเสบของเซลล์ในร่างกายได้เป็นอย่างดี จึงมีงานวิจัยหลายฉบับที่มุ่งเน้นการนำสเต็มเซลล์ชนิด MSCs มาพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ในแง่การฟื้นฟูความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัยที่เรียกกันว่า Rejuvenate หรือ ใช้ในทางเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) อีกด้วย

1. Umbilical Cord-Mesenchymal Stem Cells (UC-MSCs) เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อสายสะดือ

เซลล์ต้นกำเนิด ชนิดนี้ ช่วยฟื้นฟูคุณภาพและลดการตายของเซลล์ในร่างกาย ยังช่วยควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป เช่น กลุ่มโรคภูมิแพ้ โรคพุ่มพวง โรคเก๊าท์ รูมาตอยด์ รวมทั้งโรคเบาหวานที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ตับอ่อนของตนเอง

มีความโดดเด่นในเรื่องการชะลอวัยและความสวยงาม เช่น ช่วยลดริ้วรอย ทำให้รูขุมขนเล็กลง ผิวหน้าอุ้มน้ำแลดูอ่อนกว่าวัย ลดปัญหาหน้าหยาบกร้าน ฝ้า และ รอยแดง และในกลุ่มผู้สูงอายุช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมีกำลังมากขึ้น ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากอายุที่เพิ่มขึ้น บรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อม ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้เพิ่มขึ้น

มีความปลอดภัยสูงเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เซลล์จากสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น

2. Amnion Membrane-Mesenchymal Stem Cells (AM-MSCs) เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจากเยื่อหุ้มทารก

ปัจจุบันมีรายงานว่า มีคุณสมบัติเหมือนเซลล์ต้นกำเนิด ที่ได้จากสายสะดือทุกประการ แต่มีขนาดของเซลล์ที่เล็กกว่า จึงเชื่อว่าสามารถผ่านเข้าสู่บริเวณที่เกิดการอักเสบและเข้าถึงยากได้ดี จึงทำให้มีรายงานการใช้ในเชิงการรักษาเพิ่มขึ้นในกลุ่มโรคทางสมองและไขสันหลัง เช่น โรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน หรืออาการบาดเจ็บทางสมองและไขสันหลัง

3. Adipose Tissue-Mesenchymal Stem Cells (AD-MSCs) เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อไขมัน

เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากไขมันหลังจากทำการดูดไขมันเรียบร้อยแล้ว โดยปกติจะถูกนำมาใช้กับเจ้าของเซลล์ต้นกำเนิดเท่านั้น ไม่นิยมใช้กับบุคคลอื่น ซึ่งคุณสมบัติของเซลล์ต้นกำเนิดชนิดนี้ จะเหมือนที่ได้แหล่งอื่น และมีความปลอดภัยสูง เพราะเป็นเซลล์ของตนเองย่อมไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ มักนิยมใช้ในด้านความงาม ศัลยกรรมตกแต่ง เช่น นำมาใช้เพิ่มขนาดหน้าอก เพิ่มชั้นไขมันบริเวณแก้ม ตา ริมฝีปาก คาง เพื่อให้ได้รูปสวย

B.สเต็มเซลล์จากกระแสเลือด (Peripheral Blood Stem Cells: PBSCs)

สเต็มเซลล์จากกระแสเลือด คือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด โดยปกติเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดจะมีจำนวนน้อยมาก แต่สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างมหาศาล ถ้าได้รับการกระตุ้นจาก ไซโตไคน์ หรือตัวกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกที่เหมาะสม เช่น G-CSF (สารกระตุ้นไขกระดูกซึ่งร่างกายมนุษย์สามารถผลิตได้เองตามธรรมชาติ) หรือเกิดภายหลังการฟื้นตัวของไขกระดูกของผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด

นักวิจัยยังชี้ว่า ระดับจำนวนสเต็มเซลล์ในกระแสเลือด มีความสำคัญต่อสุขภาพ โดยผู้ที่มีระดับจำนวนสเต็มเซลล์ในกระแสเลือดที่มากพอจะมีสุขภาพดี เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งจะพบว่าระดับจำนวนสเต็มเซลล์ จะต่ำกว่าปกติ

นอกจากนี้ระดับจำนวน สเต็มเซลล์ที่ต่ำกว่าปกตินั้น ยังพบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคร้ายและการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม ตัวอย่าง เช่น
– โรคเส้นเลือดตีบ (Stroke)
– โรคความจำเสื่อม (Alzheimer’s Disease)
– โรคปวดหัวแบบรุนแรง (Migraine)
– โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction)
– โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile dysfunction)
– สุขภาพของหลอดเลือด (Vascular heart)
– เนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ (Injured tissue)
– การสูบบุหรี่ เป็นต้น

ปัจจุบันนี้ เราสามารถเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสเลือด ของเราเองได้อย่างปลอดภัย และไม่เจ็บตัวเลย โดยขั้นตอนที่ง่ายมาก โดยการฉีดยากกระตุ้นให้สเต็มเซลล์เพิ่มจำนวนมากขึ้น และเคลื่อนย้ายออกจากไขกระดูกไปสูกระแสโลหิต เพื่อให้สามารถนำออกจากร่างกายได้โดยง่าย สะดวก และไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ การเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสโลหิต ก็เหมือนการบริจาคเลือดทั่วๆ ไป และไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ

นอกเหนือจากความสำเร็จและความปลอดภัยในการใช้สเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคเลือด โรคมะเร็ง ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายแล้ว สเต็มเซลล์ยังมีศักยภาพที่อาจช่วยภาวะสมองบาดเจ็บ โรคทางสมองบางชนิด โรคข้อเสื่อม การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ แผลเรื้อรัง จากไฟไหม้ หรือแผลเบาหวาน

บทความของเรา

More Similar Posts